แนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทย

EIC

ปี 2561 รัฐบาลไทยเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกำจัดความยากจน ทั้งนี้พบสัญญาณดีขึ้นหลายอย่าง ซึ่งนับเป็นปีที่ขจัดความยากจน ผลักดันเม็ดเงินกระจายรายได้ให้ลงสู่ชุมชน ทั้งภาคการเกษตรและการท่องเที่ยว เน้น 2 สิ่งนี้เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจ โดนจากการดูจากดัชนีชี้วัดหลายตัวแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งการเจริญเติบโตของ GDP ในปี 2560  อีกทั้งดัชนีเงินเฟ้อและจำนวนหนี้สิน ก็อยู่ในระบบเหมาะสม การส่งออกพบว่าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การลงทุนของภาครัฐขนาดใหญ่ เช่น โครงการคมนาคมขนส่ง , โครงการระเบียงเศรษฐกิจ สามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจนขึ้น

ทางด้านนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ทราบถึงความต้องการของประชาชนเป็นอย่างดี อันเนื่องมาจากการลงพื้นที่พร้อมสำรวจโพลต่างๆ ซึ่งอยากให้รัฐบาลพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตลอดจนสร้างความอิ่มท้องอิ่มใจ ให้แก่ประชาชนทุกคน ซึ่งมีการย้ำเตือนว่า นอกจากการดูแลเศรษฐกิจในภาพรวมแล้ว ทั้งในเรื่องของการส่งออก , ลงทุน ภายในประเทศตลอดจนดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาแล้ว ยังต้องมีการเสริมความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากผลักดันหาตลาดรวมทั้งเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรอีกด้วย ทั้ง ข้าว , ยางพารา , น้ำมันปาล์ม ต้องมีราคาสูงขึ้น อีกทั้งขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบจะได้เดินตามโรดแมปที่กำหนดเอาไว้แล้ว

ต่อมาเมื่อผ่านปี 2561 ครึ่งปีหลัง พบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพอัตราสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2555 โดยมีการคาดว่าปี 2561 จะโตขึ้นถึง 4.7% ถ้าลองพิจารณารายละเอียดจะพบว่าเศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางดีขึ้น ทั้งการบริโภค , การลงทุนจากภาครัฐและเอกชน , การส่งออกและท่องเที่ยว ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคขึ้นมา 80% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2557 จึงทำให้แรงขับเคลื่อนในไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 มีความสมดุลมากขึ้น

ส่วนงานประมูล “Mega Project” ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ก็มีโครงการใหญ่ๆรออยู่อีกมากมาย โดยถ้าหากรวมโครงการพัฒนาระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เข้าไปด้วยก็จะมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท แต่ปัญหาข้อใหญ่ คือ ความล่าช้าในขั้นตอนเบิกจ่ายที่คาดว่ารัฐบาลกำลังจะเร่งให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้งปีหน้า

แต่ถึงแม้ว่าการส่งออกและอุปสงค์ในประเทศค่อยๆฟื้นตัวดีขึ้น แต่ก็ดูเหมือนยังไม่อาจกระจายอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ กนง.เร่งนโยบายการเงินผ่อนคลาย เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยับสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังไม่แตะกรอบนโยบายที่ 1.5 – 2.5 ด้วยเหตุนี้ถ้าหากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อก็น่าจะเริ่มเข้ากรอบช่วงครึ่งปีหลัง 2561