แนวโน้มการตลาดยุค AEC

AEC

นับตั้งแต่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม AEC หรือ Asean Economics Community ที่เป็นการรวมตัวกันของ 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียน ประกอบไปด้วย ประเทศไทย, ลาว, เมียนม่าร์, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน, เวียดนาม และสิงคโปร์ ก็มีความเชื่อกันว่าเรื่องของเศรษฐกิจในยุคนี้น่าจะเป็นยุคที่มีความพัฒนามากยิ่งขึ้นด้วยความที่การที่จะติดต่อเพื่อค้าขายหรือทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้น กฎระเบียบต่างๆ น้อยลง อย่างไรก็ตามแนวโน้มทางการตลาดที่วางแผนกันไว้มันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดแบบเต็มร้อยสักเท่าไหร่นัก

ase

อาจจะด้วยความที่แม้ว่าในทางทฤษฎีการก่อตั้งกลุ่ม AEC น่าจะช่วยให้ผลประโยชน์ต่างๆ ในด้านของธุรกิจ การตลาด มีแนวโน้มประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่พอเอาเข้าจริงๆ หลายประเทศเองก็ยังคงใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเดิมๆ คือไม่มีการช่วยเหลือแบบจริงจังอย่างที่ควรจะเป็น นอกจากนี้ยังไม่รวมไปถึงปัญหาทางการเมืองของแต่ละประเทศที่ยังไม่ค่อยมีความมั่นคงอย่างที่ควรจะเป็นเลยทำให้การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในอาเซียนยังไม่สามารถก้าวไปได้ถึงจุดที่วางแผนกันเอาไว้ อย่างไรก็ตามหากมองกันที่แนวโน้มของการตลาดในยุค AEC นี้ถือได้ว่าเป็นการตลาดที่ยังมีแนวโน้มที่สามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องหากว่ามีการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะทุกวันนี้ประเทศที่เป็นคู่ค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากมหาอำนาจในเอเชีย อาทิ เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, จีน หรือแม้แต่ตะวันออกกลางหลายๆ ประเทศ รวมไปถึงกลุ่มประเทศในยุโรป และสหรัฐฯ ต่างก็ให้การยอมรับสินค้าจากกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น ทำให้โอกาสในการทำตลาดไปยังประเทศเหล่านี้ก็มีมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เรื่องของเทคโนโลยีการผลิตของประเทศเหล่านี้เองก็มีศักยภาพมากพอที่จะผลิตสินค้าที่มีคุณภาพไปเพื่อส่งออกยังประเทศเหล่านี้ จึงน่าเชื่อกันว่าโอกาสทางการตลาดในการพัฒนาจะมีมากขึ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าอาจจะยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกสักหน่อย อย่าลืมว่าการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนยังสามารถที่จะต่อรอง ปรึกษาหารืออะไรได้มากมายกว่าการที่ต้องออกไปลุยเดี่ยวเพียงผู้เดียว

เมื่อสินค้าหรือบริการของประเทศไทยหรือประเทศในกลุ่ม AEC เป็นที่ยอมรับมากขึ้นมันก็มีโอกาสที่จะทำให้แนวโน้มทางการตลาดของเหล่าผู้ผลิตอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ สามารถเจริญเติบโตไปได้ไกลมากขึ้นกว่าเดิมด้วย อย่างไรก็ดีมันต้องเกิดจากการพยายามร่วมมือกันจากหลายฝ่ายด้วย เพราะหากรัฐบาลช่วยเหลือแต่ภาคเอกชนยังนิ่งเฉยมันก็ไม่สามารถพัฒนาไปได้ หรือหากเอกชนพยายามสุดกำลังแต่ภาครัฐนิ่งเฉยมันก็ไม่เกิดประโยชน์เช่นเดียวกัน มันจึงต้องต่างคนต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน